รายชื่อแพทย์

พญ.วรประภา ลาภิกานนท์

สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้มีบุตรยาก และการผ่าตัดส่องกล้อง

view full profile
บริการสำหรับผู้ป่วย

ศูนย์เทคโนโลยีผู้มีบุตรยาก : โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยาก สายด่วนปรึกษาปัญหา: 0-2907-4410 หรือ 095-164-9047

  • ปรึกษา ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก , ตรวจภายใน , ตรวจมะเร็งปากมดลูก
  • ปรึกษาวางแผนครอบครัว ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานและก่อนมีบุตร (เจาะเลือดก่อนตั้งครรภ์)
  • ปรึกษาผ่าตัดส่องกล้องทางนรีเวช ( Laparoscopic Surgery)
  • ปรึกษาภาวะผู้มีบุตรยาก
  • ปรึกษาแก้หมันสตรี
  • ปรึกษาฝากครรภ์ (ANC) คลอดบุตร
  • ปรึกษาการคุมกำเนิด ใส่ห่วง ยาคุมกำเนิด ยาฉีด
  • ปรึกษาภาวะวัยทอง
เทคโนโลยีและการรักษา

1. การทำอิคซี่
(Intracytoplasmic Sperm Injection : ICSI) 

 

สำหรับคู่สมรสที่สามีมีเชื้ออสุจิน้อยมากจนไม่สามารถปฏิสนธิไข่ได้เองหรือไม่มีตัวอสุจิออกมาเลยแต่อัณฑะยังมีการผลิตอสุจิอยู่สามารถใช้เข็มแก้วเล็กๆ

ฉีดอสุจิเพียง 1 ตัว เข้าไปในไข่ 1 ใบ แล้วเลี้ยงต่อให้กลายเป็นตัวอ่อนแล้วจึงใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก

 

2. การนำเชื้ออสุจิออกจากอัณฑะด้วยวิธีเทเซ่ (Testicular Sperm Extraction : TESE)

จะทำในกรณีที่ภาวะการมี บุตรยากเกิดจากฝ่ายชาย หรือในกรณีที่ฝ่ายชายเป็นหมันไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาเลย ซึ่งอาจพบสาเหตุมาจากท่อนำอสุจิอุดตัน ไม่มีท่อนำอสุจิตั้งแต่กำเนิดมีปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งอสุจิตัวอสุจิที่ หลั่งออกมาตายหมด เคยมีการอักเสบของอัณฑะทำให้มีการสร้างอสุจิน้อยมาก 

วิธีการนี้เป็นการผ่าตัดเล็กๆ และมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยจะตัดเอาเนื้อเยื่อบางส่วนเล็กๆ หรือใช้เข็มเล็กๆ ดูดเนื้อเยื้อขออัณฑะมาบดหาตัวอสุจิ ซึ่งส่วนใหญ๋พบว่ามักจะมีการสร้างตัวอสุจิ จากนั้นก็ดำเนินการด้วยวิธีอิ๊กซี่ (ICSI) หรือ อิมซี่ (IMSI) ต่อไป

 

3. บลาสโตซิสท์ คัลเจอร์ คืออะไร ?

บลาสโต ซิสท์ คัลเจอร์ (Blastocyst Culture) หมายถึง กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนให้เจริญเติบโตภายนอกร่างกายจนถึงระยะบลาสโตซิสท์ ซึ่งเป็นระยะที่พร้อมจะฝังตัว จึงใส่คืนเข้าไปในโพรงมดลูก

การทำบลา สโตซิสท์ คัลเจอร์ ใช้วิธีการเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายเหมือนกับการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งตามธรรมชาติแล้วเมื่อไข่กับอสุจิเกิดการปฏิสนธิกัน ก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์ไปเรื่อยๆ ในระหว่างที่ทางเดินมาที่ท่อนำไข่ จนระยะเวลาผ่านไป 5 วัน เมื่อตัวอ่อนแบ่งเซลล์ถึงประมาณ 80 - 100 เซลล์ และเจริญเป็นตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสท์ พร้อมที่จะฝังตัวในมดลูกต่อไป

ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสท์ จะแบ่งเซลล์เป็น 2 ชั้น คือเซลล์ที่อยู่รอบนอกเรียกว่า เซลล์รกเด็ก หรือโทรเพคโตเดิร์ม (Tropectoderm) ซึ่งจะเจริญไปเป็นรกเด็กในครรภ์และกลุ่มเซลล์ที่อยู่ภายในเรียกว่า เซลล์เด็ก หรือ อินเนอร์เซลล์แมส (Inner Cell Mass) ซึ่งจะเจริญไปเป็นเด็กในครรภ์ ตัวอ่อนที่สมบูรณ์ดีนั้นจะเริ่มเจาะออกมาจากเปลือกนอกและเริ่มฝังตัวลงบน โพรงมดลูกของแม่ เกิดเป็นการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ต่อไป

การทำเด็กหลอด แก้วนั้นจะเลี้ยงตัวอ่อนเพียง 3 วัน ซึ่งตัวอ่อนจะเริ่มแบ่งตัวไปได้ประมาณ 4 - 8 เซลล์ จากนั้นก็จะนำตัวอ่อนทั้งหมดที่ได้ใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก



การทำบลาสโตซิสท์ คัลเจอร์ เลี้ยงตัวอ่อน 5 วัน (ภาพด้านบน)


โดยระหว่างนั้น จะต้องเปลี่ยนอาหารเลี้ยงตัวอ่อน การเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของความเข้มข้นของอาหารเลี้ยงตัวอ่อน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตได้ดี
ตัวอ่อนที่ได้ จะมีการแบ่งเกรดตามจำนวนเซลล์ที่ได้และความเท่าเทียมกันของขนาดเซลล์ ทั้งเซลล์ตัวอ่อนและเซลล์รกเด็ก ดังนั้นเนื่องจากบลาสโตซิสท์เป็นตัวอ่อนระยะที่พร้อมจะฝังตัวเกิดเป็นทารก ที่สมบูรณ์ได้แล้ว


Embryo (ภาพด้านล่าง)

 

4. กระบวนการแช่แข็งตัวอ่อน  ( Embryo Freezing)

การเก็บไข่และการเลี้ยงตัวอ่อนเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ ถ้ามีการปฏิสนธิของไข่หรือตัวอ่อนมากกว่า 3 ตัว และไม่สามารถใส่กลับเข้าโพรงมดลูกในรอบนั้นได้ก็จะทำการแช่แข็งตัวอ่อน เราจะใช้วิธีการควบคุมการแช่แข็งและละลายตัวอ่อนที่ให้ความสำเร็จสูง โดยตัวอ่อนจะอยู่ในหลอดพลาสติกและเก็บรักษาไว้ในไนโตรเจนเหลว (ความเย็นจัด ) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานการเก็บรักษาตัวอ่อน

ในรอบการเตรียมตัวใส่ตัว อ่อนที่แช่แข็งนั้นจะละลายตัวอ่อนและใส่กลับเข้าโพรงมดลูกในเวลาที่เหมาะสม โดยสัมพันธ์กันระหว่างการพัฒนาของตัวอ่อนกับเยื่อบุโพรงมดลูก ในขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนแช่แข็งจะคล้ายกับการย้ายตัวอ่อนปกติ

 

เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้ภาวะมีบุตรยาก...เป็นเรื่องง่าย ขึ้น




5. เลเซอร์เจาะเปลือกตัวอ่อน (Laser Assisted Hatching)

อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีบุตรยาก ก็จะไม่ยากอีกต่อไป ด้วย เทคโนโลยีล่าสุด ในการแก้ไขภาวะมีบุตรยาก คือ เลเซอร์เจาะเปลือกตัวอ่อน (Laser Assisted Hatching) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ตัวอ่อนสามารถฟักตัวออกมาจากเปลือกของไข่ มาฝังตัวที่มดลูกได้ง่ายขึ้น ทำให้มีอัตราการตั้งครรภ์สูงขึ้น โดยเฉพาะในตัวอ่อนได้จากการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งมักจะพบมีการแข็งตัวของเปลือกนอกของไข่ มากกว่าตัวอ่อนจากวิธีการทางธรรมชาติ ตัวอ่อนจะมีการแบ่งตัวและเจริญตามปกติ แต่ไม่สามารถฟักหรือดันเปลือกไข่แตกออกมาได้ จึงพบว่าตัวอ่อนจะเสียชีวิตอยู่ภายในไข่เหมือนกับลูกเจี๊ยบที่ไม่สามารถเจาะ ออกมาจากเปลือกไข่ ก็จะตายอยู่ภายในฟองไข่นั่นเอง

เทคนิคนี้นิยมใช้กับคนไข้ที่มีอายุมากกว่า 37 ปี หรือ เคยทำเด็กหลอดแก้วแล้ว ไม่ตั้งครรภ์ โดยเลเซอร์จะมีความแม่นยำในการเจาะเปลือกตัวอ่อน มากกว่าวิธีเดิมๆ ที่เคยใช้ เช่น การใช้เข็มเล็กๆ สะกิดหรือการเจาะด้วยสารเคมี ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายกับตัวอ่อนมากกว่าการใช้เลเซอร์ช่วย


LASER   ASSISED  HATCHING   เลเซอร์เจาะเปลือกตัวอ่อน 

 

 

บอกเล่าประสบการณ์

-
เฟซบุ๊ก

-
Line

 

ติดต่อ-สอบถาม

-